BACK

บทสนทนาที่อบอวลด้วยรอยยิ้มกับ “โต๋ – ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร”

ส่งท้ายปี 2018 ด้วยบทสัมภาษณ์กับผู้ชายอารมณ์ดี  “โต๋ – ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร”

รอยยิ้มของโต๋ที่มีอยู่ตลอดการถ่ายแฟชั่นกับ Pet Hipster ในฉบับนี้นั้น มาจากหลากหลายเหตุผลด้วยกัน นอกจากการได้พบกับ “ดีโด้” น้องหมาโกลเดน รีทรีฟเวอร์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับน้องหมาที่โต๋เคยเลี้ยงและผูกพันด้วยเมื่อตอนเป็นเด็กหนุ่มแล้ว รอยยิ้มกว้างๆ ยังมาจากทัศนคติและมุมมองในการใช้ชีวิตของโต๋ที่เปลี่ยนไปด้วย ซึ่ง “ยิ้มก็พอ” ซิงเกิ้ลใหม่ก็เป็นเหมือนการสื่อสารถึงความสุขที่โต๋มีแบบกลายๆ และเราก็เชื่อว่าเมื่อคุณอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบลง คุณก็จะยิ้มแบบเดียวกับเค้านี่ล่ะ

ดูเหมือนวันนี้โต๋จะมีความสุขมากเป็นพิเศษใช่ไหม

(ยิ้มกว้าง) ก็ต้องขอขอบคุณ Pet Hipster ด้วยนะครับ เพราะวันนี้ผมสนุกสนานมาก ผมว่ามันเป็นพลังดีๆ ที่ขับเคลื่อนชีวิตเลยนะ คือพอรู้ว่าเราจะได้มาถ่ายแฟชั่นกับ Pet Hipster แล้วเราเคยเห็นปกนิตยสาร เห็นแต่ละคนถ่ายกับสัตว์เลี้ยง ก็คิดนะว่ามันจะยากไหม แล้วเขาถ่ายกันได้อย่างไร มันจะอยู่นิ่งๆ ให้เราถ่ายเหรอ แต่พอมาทำงานวันนี้ทุกอย่างก็เต็มไปด้วยความสุขตลอดเวลาเลย อย่างแรกเลยก็คือ ผมเป็นคนที่ชื่นชอบโกลเดน รีทรีฟเวอร์ เพราะผมเคยมีโกลเดนที่บ้านตัวหนึ่ง เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ผมก็เลยรู้สึกมีความสุขที่ได้เจอน้องดีโด้ที่มาถ่ายแฟชั่นด้วยในวันนี้มากๆ อย่างที่สองก็คือการได้มาถ่ายแฟชั่นกับสุนัข ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน ก็คิดว่าน่าจะยาก แต่ก็กลายเป็นเรื่องง่ายแล้วสนุกสนานมาก น่ารักมาก เหมือนถ่ายกับเพื่อนเลย สามก็คือผมมีความสุขที่ได้มาทำงานกับทีมงานที่น่ารักมาก อย่างเสื้อผ้าที่ใส่นี่ก็เป็นเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่ในชีวิตจริงแน่ๆ (หัวเราะ) พอเรามาทำงานกับทีมงานใหม่ๆ ได้ทำอะไรที่เราไม่เคยทำ นั่นคือสีสันของชีวิต วันนี้แฮปปี้มาก มีความสุขมากครับ

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน โกลเดน รีทวีฟเวอร์ที่บ้านกับโต๋นี่สนิทกันแค่ไหน

ผมขอออกตัวก่อนเลยว่า ณ ตอนนี้ผมไม่ได้เลี้ยงสัตว์เป็นของตัวเองแล้วนะครับ จริงอยู่ว่าที่บ้านมีเลี้ยงหมาเลี้ยงแมว แต่น้องชายผมเป็นคนเลี้ยงทั้งหมด เพราะผมไม่มีเวลาเลี้ยงเองแน่ๆ คือผมรู้สึกว่าถ้าเราจะเลี้ยง เราต้องให้เวลาเค้า ต้องดูแลเค้าได้ ตอนนี้ผมก็เลยยังไม่ได้เลี้ยงอะไรเป็นของตัวเอง แต่เมื่อ 10 ปีก่อนที่บ้านผมเคยมีหมาตัวนึงเป็นโกลเดน รีทรีฟเวอร์ ชื่อว่า “สเปน” ซึ่งเชื่องมาก น่ารักมาก แล้วผมก็ผูกพันด้วยมาก ก็รักและเล่นด้วยกันมาตลอด ซึ่งผมคิดว่าหลายๆ คนที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงก็คงจะรู้สึกเหมือนๆ กันคือเค้าเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของครอบครัว เป็นสมาชิกคนสำคัญของบ้าน

ผมมีความทรงจำดีๆ กับสเปนอยู่หลายเรื่อง เรื่องนึงก็คือความฉลาดแสนรู้ คุณพ่อของผมเนี่ยจะรักสเปนมาก บางทีคุณพ่อออกไปทำงานหรือไปไหนมาไหนก็จะพาไปด้วย ซึ่งคุณพ่อก็จะมีตะกร้าประจำตัว ที่ใส้กล้วยน้ำว้า วิตามิน และข้าวของของคุณพ่อ ท่านก็จะบอก “ป่ะ สเปน ไปกัน” สเปนก็จะเดินไปเอาปากคาบตะกร้าแล้วเดินตามคุณพ่อไป ฉลาดขนาดนี้เลย! หรือบางทีนั่งๆ กันอยู่ก็บอกสเปน “ไปเอาตะกร้ามาให้หน่อย” เค้าก็เดินไปคาบตะกร้ามาให้ แล้วตัวผมเองก็สนิทกับสเปนมากเหมือนกัน ดังนั้น วันที่เขาจากไป เราก็ยืนร้องไห้กันหมดตอนที่ฝังเขาที่สนามหน้าบ้าน เพราะเขาเป็นสมาชิกของครอบครัวเราจริงๆ แล้วตั้งแต่สเปนตายไป ผมก็ไม่เคยสนิทกับหมาตัวไหนอีกเลย แล้ววันนี้ก็เป็นวันแรกที่ได้กลับมาเจอ จะบอกว่าดีโด้น่ารักมากเลย

แล้วทำไมถึงยังไม่ยอมกลับมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองอีกสักตัวล่ะ

อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนที่จริงจังกับทุกเรื่องน่ะครับ ถ้าผมจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง ผมต้องทำให้ได้ดี ไม่อย่างนั้นผมจะไม่ทำตั้งแต่แรก เช่นเดียวกันการที่คุณจะมีสัตว์เลี้ยงหรือรับสัตว์เลี้ยงสักตัวเข้ามาเลี้ยง คุณต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลเขา ก็เหมือนกับการมีแฟนน่ะครับ ถ้าคุณจะมีแฟน คุณก็ต้องดูแลแฟนให้ดีที่สุด ผมรู้สึกว่าการมีสัตว์เลี้ยงมันไม่ใช่แฟชั่น มันไม่ใช่พรอพที่เอาไว้โชว์หรืออวดใคร มันเหมือนการมีแฟนคนนึง หรือมีลูกคนนึงมากกว่า เพราะฉะนั้น คุณต้องดูแลเขา คุณต้องให้เวลากับเขา ถ้าคิดจะเลี้ยงแล้วไม่ได้มีเวลาดูแล ไม่ได้เอาใจใส่ ไม่ได้คิดถึงกัน ผมว่าคุณอย่ามีเลยดีกว่า ผมว่ามันเป็นความรับผิดชอบของการมีใครสักคนในชีวิตนะครับ

“ยิ้มก็พอ” ซิงเกิ้ลใหม่ของโต๋

“ยิ้มก็พอ” เป็นซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มใหม่ของผมครับ โดยคอนเซ็ปต์ง่ายๆ ของเพลงนี้ก็คือใครชิงมีความสุขก่อน คนนั้นชนะ คือตัวผมเองก็ทำงานในวงการมา 10 กว่าปีละ แล้วอัลบั้มชุดนี้ก็เป็นอัลบั้มที่ 12 ของผมแล้ว อย่างที่บอกไปว่าผมเป็นคนที่จริงจัง อย่างเมื่อก่อนทำงานก็จะทุ่มสุดตัว จะต้องแต่งเอง โปรดิวซ์เอง ทำเองทุกอย่างหมดเลย จนกระทั่งวันนึงผมรู้สึกว่ามันเหนื่อย ไม่มีแรง รู้สึกว่าชีวิตไม่เห็นมีด้านดีเลย เวลาในชีวิตก็อยู่แต่ในห้องแต่งเพลง ห้องอัด แล้วไหนจะงานโปรโมทที่ทำเอง และเล่นคอนเสิร์ตเองอีก มันไม่มีเวลาทำอย่างอื่นในชีวิตเลย ผมก็เลยลองวางทุกอย่างลงแล้วบอกกับตัวเองว่า เราไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรกับใครแล้วล่ะ เมื่อก่อนผมคิดว่าเราต้องทำงานให้ได้ดี เราถึงจะมีความสุข เดี๋ยวนี้ผมคิดใหม่ ก็คือคิดว่าเรามีความสุขก่อน แล้วเดี๋ยวงานมันจะออกมาดีเอง ไม่ว่ามันจะได้สิบเต็ม ได้เก้า ได้เจ็ด ได้ห้า ได้สาม ได้เท่าไหร่ไม่รู้ แต่เราชิงมีความสุขก่อน เพราะฉะนั้น อัลบั้มชุดนี้จะเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมลองเปิดใจแล้วทำงานกับคนหลายๆ คนดู มันคือที่มาของซาวด์ที่เปลี่ยนไป มันคือที่มาของเพลงที่มีแร๊พเปอร์มาฟีทเจอริ่งด้วย มันคือที่มาของ MV หรือว่าภาพของผมที่คนดูอาจจะตกใจ อ้าว เดี๋ยวนี้ไม่ต้องอยู่ติดกับเปียโนแล้วเหรอ อ้าวเดี๋ยวนี้พูดเก่งขึ้นแล้วเหรอ ผมว่าทุกอย่างมันเบาลง มันสบายขึ้น สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ ชีวิตทุกคนมันมีปัญหากันทั้งนั้น วันๆ เราไม่รู้จะเจออะไรบ้าง เราอาจจะเจอปัญหา อาจจะมีความสุข อาจจะสมหวัง อาจจะไม่สมหวัง แต่ใครก็ตามที่ชิงหามุมบวกในชีวิตให้เจอก่อน ชิงมีความสุขก่อน คนนั้นล่ะชนะ คนนั้นโชคดีที่สุด

ก้าวใหม่ของโต๋กับความคาดหวังเป็นอย่างไรบ้าง

ตอบตรงๆ แบบไม่ได้ติสต์นะครับ ผมมีความสุขแล้วแค่ได้ทำ มันตรงตามชื่อเพลง “ยิ้มก็พอ” เลย เพราะเราชิงมีความสุขก่อนแล้วไง เรามีความสุขแล้วที่เราได้มาอยู่ตรงนี้ ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เรารัก มีโอกาสได้มายืนบนเวทีที่ใหญ่ที่สุดในสายงานอาชีพของเรา เพราะฉะนั้น เราทำออกไปให้ดีที่สุด แล้วเราก็หวังว่าคนดูคนฟังจะเข้าใจ นั่นคือ Mindset ของศิลปินที่ดีนะ เพราะทุกครั้งที่เราขึ้นเวที ทุกครั้งที่เราออกเพลงใหม่ เราไม่รู้หรอกว่าวันนี้คนดูจะสนุกเต็มที่หรือเปล่า วันนี้คนดูจะโอเคหรือเปล่า วันนี้คนดูอาจจะเหนื่อย อยู่นิ่งๆ หรือวันนี้คนดูอาจจะเฮฮาก็ได้ มันเลยทำให้เราตื่นเต้น ทำให้เราลุ้นทุกครั้ง แต่ผมคิดอีกแบบว่าการที่ศิลปินขึ้นเวที ถ้าเรารู้สึกว่า พอเราขึ้นไปนะ เรามีหน้าที่ให้ โดยที่ไม่ต้องการอะไรตอบแทน ผมว่านั่นคือการมีความสุข พอขึ้นเวทีไปปุ๊บ ไม่ว่าจะมีคนกี่หมื่นคน กี่สิบคน ผมไม่รู้ ผมไม่สนด้วยว่าคุณจะปรบมือดังหรือนั่งดูเฉยๆ ผมตั้งใจมาให้เต็มร้อยเหมือนเดิม นี่คือผมชิงมีความสุขก่อน แล้วพอผมลงจากเวที ผมก็มีความสุขอย่างอื่นตามมาอีก ซึ่งมันเป็นความสุขพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาอีกโดยที่ผมไม่ได้คาดหวังด้วยซ้ำ