BACK

รู้จักโรคร้ายของสัตว์เลี้ยง ก่อนที่มันพรากพวกเค้าไป

 

เรามาทำความรู้จักกับโรคร้ายของสัตว์เลี้ยง ก่อนที่มันพรากพวกเค้าไปจากคุณ

แม้ว่าเราได้พูดถึงวิธีจัดการกับความเศร้าหลังจากการสูญเสียสัตว์เลี้ยงตัวโปรดไป แต่คงจะดีกว่าไม่น้อย ถ้าเราสามารถช่วยให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ ด้วยการทำความรู้จักโรคภัยที่สามารถเกิดขึ้นได้กับสัตว์เลี้ยง และเรียนรู้การสังเกตอาการเพื่อที่จะได้รักษาพวกเขาได้ทัน และนี่คือ 4 โรคร้ายของสุนัขและแมวที่คุณควรใส่ใจ

1.โรคพิษสุนัขบ้า

โรคนี้เป็นโรคที่ติดต่อกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ผ่านทางน้ำลายเข้าทางบาดแผลที่ถูกกัด ข่วน เลีย หรือผ่านทางเยื่อตา หรือเยื่อเมือกต่างๆ อาการของโรคนี้ในสุนัขและแมวจะคล้ายๆ กัน คือ ซึม เบื่ออาหาร พฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น ก้าวร้าวขึ้น ไปจนถึงการเข้าสู่ระยะเป็นอัมพาต โดยแมวจะตายไปภายใน 3 – 7 วัน ส่วนสุนัข 7 – 10 วัน นับตั้งแต่เริ่มแสดงอาการ ทุกวันนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาสัตว์หรือคนที่ป่วยด้วยโรคนี้ แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

2.โรคอ้วน

สัตว์เลี้ยงตัวอ้วนๆ อาจจะดูน่ารัก แต่จะคุ้มหรือเปล่าถ้าความน่ารักมาพร้อมกับโรคภัยที่อาจหมายถึงชีวิต หากสุนัขและแมวมีน้ำหนักที่มากเกินไปก็จะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ เช่น ระบบข้อต่อ และการเคลื่อนไหวผิดปกติ หายใจลำบาก ความดันโลหิตสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับ โรคไต โรคหัวใจ อดทนต่ออากาศร้อนต่ำ เพิ่มโอกาสของการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง และความสามารถในการสืบพันธุ์ลดลง ฯลฯ สำหรับวิธีดูแลหรือรักษาที่เจ้าของทำได้ก็คือ การช่วยควบคุมอาหาร และพาไปออกกำลังกายเป็นประจำ

3. โรคไข้หัดสุนัข

เชื้อไวรัสไข้หัดสุนัขจะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ตามกรง ชามข้าว หรือแม้แต่มือของคน มักพบได้ในสุนัขอายุ 2 – 6 เดือน สุนัขที่ได้รับเชื้ออาการมักเริ่มจากมีไข้สูง เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย หายใจลำบาก มีน้ำมูก ขี้ตา ไอ เมื่อลุกลามไปยังระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อกระตุก ขาอ่อนแรง และอาจจะมีอาการชักหรือเป็นอัมพาตได้ ส่วนระบบผิวหนังจะพบว่าผิวหนังที่ฝ่าเท้าและปลายจมูกหนาตัวขึ้น มีตุ่มหนองตามหน้าท้อง โรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษา แต่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนเช่นเดียวกับโรคพิษสุนัขบ้า

4.โรคในช่องปาก

สุนัขจะเริ่มมีปัญหาช่องปากให้เห็นตั้งแต่อายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป เช่น มีสีของฟันที่เปลี่ยนไป มีกลิ่นปาก น้ำลายไหลยืด เหงือกบวมแดง อักเสบ อาการเหล่านี้เจ้าของส่วนใหญ่มักจะมองข้าม มาสังเกตอีกทีก็พบว่าน้องหมาไม่สามารถกินอาหารได้แล้ว ถ้าจะให้ดีเจ้าของก็ควรเอาใจใส่สุขภาพช่องปากสุนัขให้มากขึ้น หรือควรพาสุนัขไปตรวจสุขภาพทุกๆ 6 เดือน รวมถึงตรวจสุขภาพช่องปากด้วย หรืออาจจะหาขนมหรือของเล่นสำหรับขัดฟันมาให้เขาแทะ ดีกว่าปล่อยให้ปัญหาลุกลามและต้องเสียค่ารักษาแพงๆ