BACK

ลมหายใจของเสือดำในผืนป่าไทย

เสือดำเป็นเสือชนิดเดียวกันกับเสือดาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Leopard Pantherapardus

แต่เสือดาวบางตัวเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้ขนเป็นสีดำและมีลายดอกจางๆ สังเกตเห็นยาก แต่เมื่อออกแดดจะสามารถมองเห็นได้ชัดเจน จึงเรียกว่า “เสือดำ” พบได้ในป่าได้ทุกชนิด ทั้งป่าทึบ ป่าโปร่ง และป่าที่มีโขดหิน

เสือดำเป็นเสือขนาดใหญ่รองจากเสือโคร่ง มีหนวดและคิ้วยาวเป็นพิเศษเพื่อช่วยปกป้องดวงตา และช่วยในการเคลื่อนไหวยามค่ำคืน

มีกล้ามเนื้อขาและคอที่แข็งแรงมาก สามารถว่ายน้ำได้ดีแม้จะไม่ค่อยชอบน้ำ เป็นนักปีนต้นไม้ชั้นยอด และเป็นนักล่าที่แข็งแกร่ง เวลาออกหากินส่วนใหญ่คือตั้งแต่พลบค่ำจนถึงใกล้รุ่ง แต่บางครั้งก็ออกหากินในเวลากลางวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีมนุษย์รบกวน และตัวเมียที่เลี้ยงลูกก็มักต้องออกหากินบ่อยกว่าปกติจึงต้องมีการล่าเหยื่อในเวลากลางวันด้วย

การล่าของเสือดำมักใช้วิธีย่องเข้าหาเหยื่อจนใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วกระโจนเข้าจับ

เสือดำกินสัตว์ได้แทบทุกชนิดในท้องที่ที่มันอยู่ ตั้งแต่แมลงไปจนถึงสัตว์กีบขนาดกลาง เช่น เก้ง กวางดาว หรือแม้แต่ซากสัตว์ โดยมักจะเก็บเหยื่อไว้บนง่ามไม้บนต้นไม้ ทำให้ปลอดภัยจากสัตว์ผู้ล่าหรือสัตว์กินซากตัวอื่นที่จะมาแย่งไปได้

การผสมพันธุ์ของเสือดำในเขตร้อนนั้น สามารถผสมพันธุ์กันได้ตลอดทั้งปี

ตัวเมียตั้งท้องนาน 90 – 105 วัน ออกลูกคราวละ 1 – 4 ตัว แม่เสือดาวจะเลือกถ้ำ ซอกหิน หรือโพรงไม้เป็นรัง ลูกเสือดาวแรกเกิดมีน้ำหนักราว 400 – 700 กรัม เมื่อมีอายุ 12 – 18 เดือน จะเริ่มออกหากินเอง ซึ่งอาจอยู่ร่วมกับพี่น้องครอกเดียวกันเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะแยกย้ายไปหากินตามลำพัง

 

ในประเทศไทยพบเสือดำกระจายอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 10 กลุ่มป่า ทั่วทุกภาค

แบ่งเป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 13 แห่ง และอุทยานแห่งชาติ 16 แห่ง โดยพื้นที่ที่พบการกระจายขนาดใหญ่อยู่ในกลุ่มป่าตะวันตกและกลุ่มป่าแก่งกระจาน ปัจจุบันในประเทศไทย เสือดำเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และบัญชีแดงขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature) หรือ IUCN จัดให้เสือดาวอยู่ในสถานะสัตว์ป่าที่มีความเสี่ยงขั้นอันตรายต่อการสูญพันธุ์ (Vulnerable) ซึ่งเป็นผลมาจากการถูกล่าอย่างหนัก และการบุกรุกพื้นที่ป่า

ข้อมูลจากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย เปิดเผย จำนวนประชากรเสือดำ (หรือเสือดาวที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน) ว่า

ขณะนี้โซนเอเซียมีประมาณ 1,000-1,500 ตัว ในขณะที่ประเทศไทยมีเหลือไม่น่าเกิน 350 ตัว เท่านั้น และถือเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาจำนวนของเสือดำในผืนป่าไทย ได้ลดลงจากจำนวนดังกล่าวแล้ว จากกรณีการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวกอีก 3 คน ที่ฝ่าฝืนไปตั้งแคมป์ล่าสัตว์ ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และพบซากเสือดำถูกชำแหละและถลกหนังอย่างน่าหดหู่ สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่หากเรื่องนี้ทำให้ทุกคนหันมาร่วมกันต่อต้านการล่าและให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนป่าไทย เสือดำเคราะห์ร้ายตัวนี้ก็อาจจะเป็นตัวสุดท้ายที่ต้องตายจากการถูกล่า

recommended articles

5 วิธีทำให้แมวรักแมวหลง

ทาสแมวหลายๆคนคงเคยประสบปัญหา น้องแมวไม่รัก ไม่อ้อน ไม่สนใจกันใช่หรือไม่

“เก้า สุภัสสรา” ขอเม้าท์ลูกๆตัวป่วน

“เราเล่นกับเค้ามันก็ทำให้เราลืมความทุกข์ใจ พอกลับมาบ้านมันก็ทำให้เรามีเอนเนอร์จี้ต่อในการทำให้มีชีวิต่อได้”