BACK

“หน่อง ธนา ฉัตรบริรักษ์” เล่าเรื่อง “หมอนทอง” คอร์กี้แสนซน ครั้งแรกที่ Pet Hipster

ถ้าคุณเป็นแฟนคลับครอบครัว “ฉัตรบริรักษ์” คุณคงรู้จักกับ “หมอนทอง” ดีอยู่แล้ว

เพราะเจ้าหมาน้อยพันธุ์คอร์กี้แสนซนตัวนี้ถือเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวหนุ่มๆ เจ้าเสน่ห์ที่เรียกไลค์ในอินสตาแกรมได้ทุกครั้งที่ปรากฎตัว และนี่ก็คือเป็นครั้งแรกที่หมอนทองได้โพสท่าให้ช่างภาพกดชัตเตอร์ขึ้นปกนิตยสารเป็นเรื่องเป็นราว แถมยังมาพร้อมกับ “หน่อง – ธนา ฉัตรบริรักษ์” หนึ่งในผู้ปกครองที่ช่วยดูแลหมอนทองร่วมกับ “น้องวันใหม่” น้องสาวคนสุดเลิฟอีกต่างหาก

การได้พูดคุยกับหน่องในครั้งนี้ ทำให้เราค้นพบเรื่องราวน่ารักๆ และน่าสนใจอีกมากมาย ทั้งจุดเริ่มต้นของการที่หมอนทองได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวฉัตรบริรักษ์ มุมมองของหน่องที่มองว่าการมีสัตว์เลี้ยงนั้นถือเป็นการสร้างความรับผิดชอบให้กับเด็กๆ ได้ ไปจนถึงเรื่องที่ครอบครัวฉัตรบริรักษ์นั้นเลี้ยงน้องหมาหลายตัวและผ่านมาแล้วหลากหลายรุ่น และนั่นก็ทำให้การได้พูดคุยกับหน่องโดยมีเจ้าหมอนทองนอนหนุนตักไม่ไปไหนนั้นน่าประทับใจยิ่งขึ้นไปอีก

เล่าให้ฟังหน่อยว่า หมอนทองมาอยู่กับครอบครัวได้อย่างไร

เรื่องของหมอนทองมันเริ่มมาจากที่น้องวันใหม่ เค้าไปเห็นหมาพันธุ์คอร์กี้ในอินตาแกรมหรือเฟซบุ๊กใครสักคนนี่ล่ะ ตอนนั้นเค้ายังอยู่อนุบาล 2 อยู่เลย แล้วน้องก็มาบอกแม่กับพวกผมว่า “เนี่ย อยากได้ๆ อยากได้ตัวนี้ อยากได้พันธุ์นี้” ผมก็บอกว่า อ๋อ หมาพันธุ์นี้คือคอร์กี้นะ แต่ด้วยความที่ผมเองยังรู้สึกว่าน้องเค้ายังเด็กเกินไปที่จะเลี้ยงสัตว์เลี้ยง ก็บอกแม่ว่า เดี๋ยวรอให้เค้าอยู่สัก ป.1 ก่อนนะแล้วจะซื้อให้ เพราะน่าจะเป็นช่วงวัยที่เค้าดูแลตัวเองได้แล้วระดับหนึ่ง แล้วผมเองก็อยากจะให้น้องได้ฝึกการมีความรับผิดชอบกับตัวเองและกับน้องหมาด้วย ซึ่งพอถึงเวลา น้องวันใหม่ขึ้น ป.1 แล้ว เราก็ทำตามสัญญาที่เคยบอกกับน้องไว้ แล้วน้องก็รอมา 2 ปี โดยที่ถามบ่อยมากว่า ซื้อให้ได้หรือยังๆ นั่นแสดงว่าเค้าอยากได้อยากเลี้ยงจริงๆ

น่าสนใจเหมือนกันนะ กับการฝึกความรับผิดชอบเด็กๆ ด้วยการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง

คือก่อนหน้านี้วันใหม่เค้าจะได้รับของเล่นเยอะมาก บางทีจากแฟนคลับหรือจากใครๆ ซึ่งเค้าก็จะเล่นได้ไม่นานก็เบื่อ ทีนี้พอเค้าอยากได้น้องหมามาเลี้ยง ผมก็คิดแล้วว่า การเลี้ยงน้องหมาเค้าไม่ใช่ของเล่นที่พอเบื่อก็จะทิ้งได้ เราต้องดูแลเค้าไปตลอดชีวิต ถ้าเรารับเค้ามาเลี้ยงแล้ว และไม่ดูแลรับผิดชอบ จะทำแบบนั้นไม่ได้ ก็ตั้งใจแล้วว่าหมอนทองเค้าต้องอยู่กับวันใหม่ไปตลอดนี่ล่ะ ส่วนในการฝึกความรับผิดชอบก็คือ นอกจากจะต้องดูแลตัวเองแล้ว ก็ต้องมาดูแลหมอนทองด้วยอีกชีวิตนึง ไม่ใช่แค่การไปเล่นไปกอด แต่ต้องดูแลเรื่องอื่นๆ ด้วยเท่าที่น้องวันใหม่ทำได้

แล้วพอเจ้าหมอนทองมาเป็นสมาชิกใหม่แบบนี้ ครอบครัวมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหม

จริงๆ ชีวิตของทุกคนก็เปลี่ยนไปเยอะเลยนะครับ ก่อนหน้านี้ครอบครัวเราจะมีน้องหมาตัวเล็กๆ อีก 7 – 8 ตัว อยู่ที่บ้าน โดยให้นอนอยู่ในห้องรับแขก แล้วพอน้องวันใหม่เข้ามาที่บ้าน เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว เราก็กังวลกันว่าการที่มีเด็กมาอยู่ที่บ้าน โดยที่เลี้ยงหมาอยู่เยอะขนาดนี้ พวกขนหมาอะไรต่างๆ มันจะไปรบกวนน้องหรือเปล่า เราก็เลยสร้างบ้านหมาขึ้นมาใหม่หนึ่งหลัง สร้างเสร็จปุ๊บก็ให้น้องหมาทุกตัวไปอยู่ในบ้านหลังนั้น แล้วก็อยู่กันในนั้นมา 7 ปีแล้ว โดยพวกเราก็ยังดูแลและเข้าไปหาไปเยี่ยมตลอดนะครับ ซึ่งพอน้องหมาไปอยู่กันในบ้านใหม่หมดแล้ว ห้องรับแขกของเราก็จะโล่งเลย จนพอเจ้าหมอนทองนี่เข้ามา ด้วยความที่เค้ายังเด็กอยู่ คงจะเอาไปอยู่รวมกับกลุ่มบ้านหมาไม่ได้ ก็เลยให้อยู่ที่ห้องรับแขก ทีนี้พอเค้าเป็นเด็ก เพิ่งจะ 6 – 7 เดือน เรื่องความซนนี่ไม่ต้องพูดถึง แล้วเค้าก็ยังฉี่ไม่เป็นที่ มีอะไรที่ต้องฝึกอีกเยอะ ก็มีเรื่องให้ปวดหัวกันอยู่บ้าง (หัวเราะ) ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มจะดีขึ้นแล้วล่ะครับ

นิสัยหมอนทองเค้าเป็นยังไงบ้าง

ด้วยสายพันธุ์เค้าจะซนมากอยู่แล้ว เป็นหมาบ้าพลัง (ยิ้ม) ส่วนตัวของหมอนทองเองเนี่ย เค้าจะชอบเล่นกับคนนะ พอปล่อยออกจากกรงที่บ้าน เค้าก็จะดีใจ วิ่งเล่น นิสัยที่สังเกตได้เลยก็คือ ถ้าปล่อยให้เค้าได้วิ่งแล้วเราวิ่งตาม เค้าจะวิ่งๆ ไปแล้วหยุดรอเราห่างๆ แล้วหันมาดู พอเราวิ่งเข้าไปใกล้ๆ จะไปจับตัวเค้า เค้าก็จะออกวิ่งหนีไปอีก เหมือนเค้าชวนเราเล่นน่ะครับ อย่างวันนี้ก็เป็นอีกวันที่สนุกมาก เป็นครั้งแรกที่เจ้าหมอนทองได้มาทำงานอะไรแบบนี้ แล้วก็เป็นการอยู่ด้วยกันนานที่สุดระหว่างผมกับหมอนทอง ตั้งแต่รับเค้ามาเลี้ยง เพราะปกติอยู่ด้วยกันสักครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงก็ให้ไปอยู่ในกรงแล้ว วันนี้อยู่ด้วยกัน 4 – 5 ชั่วโมงเลยตั้งแต่เช้า แล้วผมก็เห็นว่าเค้าจะติดผมมากเลย อย่างช่วงที่เค้านอนก็จะนอนหลับไม่สนิท เหมือนเค้าจะคอยพะวงว่าผมจะหายไปไหน อย่างผมเดินไปแต่งตัวเปลี่ยนชุด เค้าก็จะเดินตาม ผมมานั่ง เค้าก็จะมานอนใกล้ๆ ผมเดินเข้าฉากไปถ่ายภาพ เค้าก็จะเดินตาม ซึ่งทำให้ผมประทับใจในตัวเค้ามากนะ

มีอะไรที่อยากจะฝากถึงคนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงบ้างไหม

ในช่วงที่ครอบครัวผมมีหมาอยู่เต็มไปหมดเลยเนี่ย เราลืมกันไปอย่างนึง คือถ้าเกิดวันนึงเค้าตายจากเราไป เราจะทำอย่างไร เราจะไหวกันไหม เพราะแค่ตายจากไปแค่ตัวเดียวก็แย่แล้ว แล้วบ้านผมมีหมาเป็น 10 ตัวเลยล่ะ ถ้ามันหายไปทีละตัวๆ มันก็หนักเหมือนกันนะกับความรู้สึก เพราะฉะนั้น ก็อยากจะให้คิดถึงตรงนี้กันไว้ด้วย การเลี้ยงเค้ามันก็ต้องมาพร้อมกับการเตรียมใจไว้บ้าง แต่พูดตามตรง ถ้าเป็นตัวผมเองก็คงแย่เหมือนกัน นอกจากนี้ ก็อยากจะให้คิดไว้เสมอว่าเค้าเป็นสิ่งมีชีวิต มีลมหายใจ มีความรู้สึก ไม่ว่าเค้าจะเป็นหมา เป็นแมว เป็นนก หรืออะไรก็ตาม เมื่อเค้ามาอยู่กับเราแล้ว เราก็ต้องดูแลเค้าให้ดี ดีเหมือนกับที่เราดูแลลูกนั่นแหละ

เร็วๆ นี้เราจะได้ชมผลงานอะไรของหน่องกันบ้าง

ก็จะมีภาพยนตร์ “ขุนบันลือ” เข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 27 ธันวาคมนี้ ต่อจากนั้นก็จะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “แช่ง” เข้าฉายวันที่ 16 มกราคม ก็จะได้เจอกัน 2 เรื่องเลย ซึ่งทั้ง 2 เรื่องก็แตกต่างกันสุดขั้วเลย ขุนบันลือก็จะเป็นผลงานการกำกับของพี่หม่ำ (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) ซึ่งคราวนี้ก็จะมาในสไตล์พีเรียดย้อนยุคที่มีความเป็นคอมเมดี้อยู่ ส่วนแช่งจะเป็นภาพยนตร์สยองขวัญสั้นๆ 3 ตอน ตอนละครึ่งชั่วโมง มารวมกันเป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งในพาร์ตของผมเนี่ยก็จะมีสีสันที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ อยู่ค่อนข้างชัด ก็อยากจะให้ไปรับชมกันนะครับ