BACK

หลักการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการได้ยินของสุนัข

เป็นเวลากว่า 15,000 ปีมาแล้วที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2 สายพันธุ์อย่าง “มนุษย์” และ “หมาป่า” ได้ใช้ชีวิตเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ก่อนที่ในเวลาต่อมา สายพันธุ์ของหมาป่าจะได้กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงผู้จงรักภักดีของมนุษย์ และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยว่า หมาป่านั้นจะมีประสาทสัมผัสด้านการรับเสียงได้ดีกว่าสุนัขหลายเท่า โดยหมาป่าสามารถได้ยินเสียงได้ไกลถึง 6 ไมล์ และหมาป่ายังสามารถได้ยินคลื่นเสียงที่มีความถี่กว้างกว่าสุนัข เหตุผลที่สุนัขไม่มีความสามารถได้เท่านี้ ก็เพราะพวกเค้าไม่จำเป็นต้องใช้ประสาทสัมผัสที่ว่าเท่ากับหมาป่านั่นเอง

สำหรับหมาป่าแล้ว เมื่ออยู่ในป่าลึกร่วมกันเป็นฝูง พวกเค้าจะใช้เสียงหอนเพื่อการสื่อสารถึงกันและกัน โดยเสียงหอนที่แหลมสูงนั้นอาจจะดังได้ไกลหลายไมล์เลยทีเดียว หรืออาจจะเรียกได้ว่าเสียงหอนของหมาป่าก็เหมือนกับ GPS ดีๆ นี่เอง ส่วนสุนัขที่ได้กลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์แล้วนั้น ไม่ได้อยู่อาศัยกันเป็นฝูง หรือมีความจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารทางไกลกับสุนัขตัวอื่นๆ การส่งเสียงหอนและประสาทสัมผัสทางการได้ยินจึงค่อยๆ ลดความสำคัญลง พร้อมๆ กับลดประสิทธิภาพลงในคราวเดียวกัน

สาเหตุที่สุนัขสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ดีนั้น เนื่องจากคุณลักษณะที่พิเศษซึ่งมาจากวิวัฒนาการของสุนัข

โดยหูของสุนัขนั้นมีกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่มากกว่าในหูของมนุษย์ถึง 4 เท่า สุนัขสามารถใช้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่มีพลังเหล่านี้เพื่อปรับหูของพวกเค้าให้ไปในทิศทางเสียงที่พวกเค้าได้ยิน เมื่อได้ยินเสียงดัง หูก็จะยกและตั้งขึ้น พร้อมรับมือกับสิ่งที่ได้ยินอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นหูของสุนัขยังสามารถรับความหลากหลายของความคลื่นความถี่เสียงได้ดีด้วย โดยสุนัขสามารถได้ยินเสียงความถี่ต่ำกว่า 20 Hz และมากกว่า 20,000 Hz ซึ่งเป็นความถี่ที่มนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ คุณลักษณะนี้มีอยู่ในสุนัขมาหลายพันปีเพื่อช่วยให้สุนัขพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในสภาวะต่างๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ สุนัขยังมีความสามารถในการเชื่อมโยงเสียงกับเหตุการณ์และอารมณ์ทั้งของตัวเองและของสิ่งมีชีวิตรอบข้าง เพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเค้าสามารถรับรู้ได้ว่าเพลงแต่ละเพลงต้องการสื่ออะไร โดยเฉพาะเมื่อพวกเค้าได้รู้จักเพลงจากสภาพแวดล้อมรอบข้างเมื่อเราเล่นเพลงเหล่านั้น