BACK

อาหารเพื่อสัตว์เลี้ยงที่ดีต้องมี “สัมประสิทธิ์การย่อย”

ด้วยความรัก ความห่วงใย ใส่ใจในทุกรายละเอียด คนรักสัตว์ทั้งหลายก็มักจะเลือกอาหารเพื่อสัตว์เลี้ยงที่ระบุว่าเป็น “เกรดพรีเมียม”

เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะมอบให้กับสมาชิกที่รักของครอบครัวได้ แต่รู้ไหมว่า จริงๆ แล้วอาหารเกรดพรีเมียมที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร สิ่งใดบ้างที่จะทำให้อาหารแบรนด์นั้นๆ ถูกเรียกว่าอยู่ในเกณฑ์พรีเมียม และยังมีอีกหลายสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาในการเลือกอาหารเพื่อน้องหมาน้องแมวอย่างเรื่อง “สัมประสิทธิ์การย่อย” ที่เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

อาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียมคืออะไร?

อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับโดยนักวิชาการนั้น เราจะหมายถึงอาหารคุณภาพดีที่มีส่วนผสมมาจากเนื้อสัตว์เป็นแหล่งของโปรตีนในสัดส่วนที่มาก เพราะตามหลักการแล้วหมากับแมวเป็นสัตว์กินเนื้อนะคะ อย่างแมวนั้นเป็นสัตว์กินเนื้ออย่างแท้จริง ส่วนสุนัข ถ้าดูตาม Growing Time ก็เป็นสัตว์กินเนื้อ แต่เขาเป็นสัตว์กินเนื้อที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์เช่นเดียวกับมนุษย์ เพราะฉะนั้น คำว่า “พรีเมียม” เราจึงหมายถึงอาหารที่มีส่วนผสมที่มาจากเนื้อสัตว์ในสัดส่วนที่สูง ทีนี้ผู้บริโภคจะสามารถทราบส่วนผสมหรือสัดส่วนได้อย่างไร ก็ต้องดูบนแพ็คเกจจิ้งนั่นเอง ซึ่งที่บรรจุภัณฑ์จะมีรายละเอียดของส่วนผสมต่างๆ อย่างชัดเจน เพราะตรงนี้มีกฎหมายบังคับเป็นสากลทั่วโลก เช่นเดียวกับในประเทศไทยซึ่งกรมปศุสัตว์เป็นผู้ควบคุม

เราสามารถดูที่ส่วนผสมได้เลยว่า ส่วนผสมลำดับที่ 1 ลำดับที่ 2 เป็นวัตถุดิบที่มาจากสัตว์หรือเปล่า เช่น ถ้าส่วนผสมนั้นมาจากไก่ที่คนเรากินกันจริงๆ ตามกฎหมายจะให้เรียกว่า ไก่ หรือ Chicken แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผลพลอยได้จากไก่ หรือ Chicken by Product มากกว่า ซึ่งหมายถึงส่วนที่เหลือจากกระบวนการที่แปรรูปไก่ให้มนุษย์รับประทาน หรือพวกเศษๆ เช่น เส้นเอ็น เส้นเลือด เศษกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ ซึ่งจะเอามาผ่านกระบวนการต่างๆ บดผสมรวมกันจนกลายเป็น Chicken by Product ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้นะคะ เพราะก็เป็นวัตถุดิบที่มาจากสัตว์อยู่ดี

อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ อาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียมก็ควรจะต้องผ่านความร้อนตามเกณฑ์ ไม่ควรผ่านความร้อนหลายรอบเพราะความร้อนจะเป็นตัวทำลายโปรตีน ทำลายโครงสร้างที่ร่างกายเอาไปย่อยและใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็จะนำไปสู่เรื่องของสัมประสิทธิ์การย่อย หรือที่เราเรียกว่า Digestibility Coefficient ซึ่งอาจจะเรียกสั้นๆ ว่า Digest ก็ได้

 

42123391 SHUTTERSTOCK ILLUSTRATION
it's a beagle eating out of a dog bowl, thanks

42123391 SHUTTERSTOCK ILLUSTRATION it's a beagle eating out of a dog bowl, thanks

สัมประสิทธิ์การย่อย สำคัญแค่ไหน?

การย่อยเป็นกระบวนการหนึ่งที่สำคัญของการบริโภคอาหารไม่ว่าจะเป็นในมนุษย์หรือสัตว์ ถ้าอาหารนั้นๆ ส่งผลต่อกระบวนการย่อยที่ดีในร่างกาย ก็จะทำให้ร่างกายแข็งแรง สามารถนำสารอาหารต่างๆ ไปใช้อย่างเต็มที่ สำหรับอาหารสัตว์ที่ระบุว่าเป็นเกรดพรีเมียมนั้น เปอร์เซ็นต์การย่อยได้ก็จะต้องสูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ถามว่าอีก 20 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่ไหน มันก็จะถูกขับถ่ายออกมาทางลำไส้ใหญ่นั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้ผู้เลี้ยงก็สามารถสังเกตได้เองเลย ถ้าอาหารคุณภาพดี เมื่อสัตว์เลี้ยงรับประทานเข้าไปแล้วก็จะไม่ค่อยมีการขับถ่ายในปริมาณมาก เพราะร่างกายของเขาสามารถย่อยได้เยอะและมีกากน้อย

ใยอาหารดีต่อสุนัขและแมวจริงหรือไม่?

Prebiotic คือใยอาหาร หรือที่เรียกกันว่าไฟเบอร์นั่นเอง ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าสุนัขและแมวนั้นไม่มีน้ำย่อยที่จะย่อยตัวใยอาหารพวกนี้หรือไฟเบอร์เช่นเดียวกับมนุษย์ แต่พวกใยอาหารมันก็เป็นอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ภายในระบบทางเดินอาหาร เพื่อสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น เช่นไปกระตุ้นให้การย่อยเป็นปกติ ทำให้ลำไส้มีการบีบและคลายตัวอย่างเหมาะสม เรื่องสำคัญก็คือ ใยอาหารที่จะใส่หรือผสมลงไปในอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงนี้จะต้องมีการเลือกชนิด เลือกขนาด เลือกองค์ประกอบ ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็จะมีการเลือกที่ไม่เหมือนกัน

ปริมาณของโปรตีนที่ควรจะได้รับอย่างเหมาะสมเป็นอย่างไร?

ปริมาณโปรตีนในอาหารสัตว์เลี้ยงตามมาตรฐานสากล เราจะแบ่งสูตรอาหารออกเป็น 2 ระดับ คือสูตรอาหารในช่วงกำลังเจริญเติบโตหรือกำลังตั้งท้องและเลี้ยงลูก และสูตรสำหรับสัตว์ที่เจริญเติบโตเต็มที่ หรือที่เราเรียกว่า Maintenance ซึ่งลูกสัตว์ที่กำลังเจริญเติบโตหรือแม่สัตว์ที่กำลังตั้งท้องหรือให้นมลูกจะต้องการพลังงานหรือต้องการโปรตีนสูงกว่า เพราะฉะนั้น ก็จะมีการกำหนดระดับของโปรตีนไว้สูงกว่าสูตรอาหารสำหรับ Maintenance เฉยๆ

กลิ่นหรือรสที่ระบุไว้ที่ผลิตภัณฑ์จำเป็นหรือไม่?

จริงๆ แล้วการระบุที่ผลิตภัณฑ์ว่าเป็นรสเนื้อ รสตับ รสไก่ รสบาร์บีคิวนั้น คำว่ารสไม่ได้สื่อถึงความเป็นพรีเมียมอะไรเลย คำว่ารสเป็นเพียงแค่กลิ่น โดยเฉพาะในอาหารแห้งนั้นอาจจะเป็นสารเคมีสังเคราะห์ แต่ถ้าถามว่ามีผลต่อตัวสัตว์เลี้ยงไหม ก็มีแน่นอน เพราะการกินอาหารของสุนัขและแมวจะไม่ได้เน้นรสชาติ ไม่ได้ต้องการความเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด เหมือนกับอาหารมนุษย์ สำหรับสัตว์แล้วเขาจะเน้นในเรื่องกลิ่นและเนื้อสัมผัสของอาหารเวลาที่เข้าไปอยู่ในปาก เพราะฉะนั้นกลิ่นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากสำหรับอาหารสุนัขและแมว

เคล็ดลับการเปลี่ยนอาหารสุนัขและแมว

ในทฤษฎีตำราจากต่างประเทศเขาจะบอกว่าอย่าเปลี่ยนอาหารของสัตว์เลี้ยงอย่างกะทันหัน เพราะจะทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดการถ่ายแบบไม่ปกติหรือท้องเสีย แต่กลายเป็นว่าสุนัขไทยเรากินร้อยแปดพันอย่างแล้วไม่เป็นอะไร อย่างไรก็ตาม สำหรับบ้านไหนที่ให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารแบบเดียวติดต่อกันมาตลอด 5 – 10 ปีแล้วอยู่ดีๆ จะเปลี่ยนอาหารให้เขา อย่างนี้อาจจะเกิดอาการไม่ปกติขึ้นได้ หรือบางทีเขาเองอาจจะมีการเสพติดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง พอมีการเปลี่ยนอาหารอย่างกะทันหัน เขาก็อาจจะปฏิเสธอาหาร ดังนั้น ก็ควรจะต้องค่อยๆ เปลี่ยนอาหาร เช่น วันนี้เราซื้ออาหารชนิดใหม่มา วันรุ่งขึ้นมื้อแรกของวันให้ใช้อาหารใหม่ในสัดส่วน 25 ต่อ 75 ทั้งเช้าและเย็น ในวันที่สองเราจะให้แบบ 50/50 วันที่สามจะให้ 75 ต่อ 25 วันที่สี่ถึงจะเปลี่ยน 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาประมาณ 4 วัน ก็จะไม่มีปัญหาในการเปลี่ยนอาหารของสัตว์เลี้ยงแล้ว

CONTRIBUTOR

รศ.สพ.ญ.ดร. อุตรา จามีกร

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการสำหรับสุนัขและแมว คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

recommended articles

5 วิธีทำให้แมวรักแมวหลง

ทาสแมวหลายๆคนคงเคยประสบปัญหา น้องแมวไม่รัก ไม่อ้อน ไม่สนใจกันใช่หรือไม่

“เก้า สุภัสสรา” ขอเม้าท์ลูกๆตัวป่วน

“เราเล่นกับเค้ามันก็ทำให้เราลืมความทุกข์ใจ พอกลับมาบ้านมันก็ทำให้เรามีเอนเนอร์จี้ต่อในการทำให้มีชีวิต่อได้”