BACK

เรื่องของสุนัขที่ต้องทำกายภาพบำบัด

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีของ PRS Center ศูนย์กายภาพบำบัดและผิวหนังสัตว์เลี้ยงแห่งนี้ได้ดูแลและรักษาสัตว์เลี้ยงไปมากมายหลายเคส โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์ที่มีปัญหาโรคกระดูกและข้อ หรือปัญหาด้านการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง

ที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไข ดูแลเสริมสร้างสุขภาพและความแข็งแรงให้กับสัตว์เลี้ยง ทั้งยังดูแลสุขภาพผิวหนังและร่างกายแบบองค์รวม เป็นการปฏิบัติบำรุงสภาพผิวหนังและเส้นขนของสัตว์เลี้ยงที่มีปัญหาให้กลับมามีสุขภาพที่ดี ภายใต้การควบคุมดูแลของนายสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่ Health Attendent ที่มีประสบการณ์สูง Pet Hipster ได้รับเกียรติจาก “น.สพ. นพกฤษณ์ จันทิก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PRS Center มาแบ่งปันประสบการณ์และเคล็ดลับการดูแลสัตว์เลี้ยงที่รักให้มีสุขภาพที่ดีกันอีกครั้ง โดยเฉพาะในกรณีของสุนัขที่ต้องทำกายภาพบำบัด

สำหรับสุนัขที่ต้องทำกายภาพบำบัด เราจะแบ่งเป็นสองอย่างนะครับ อย่างแรกคือความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หรือที่เรียกว่ากรรมพันธุ์ อย่างที่สองคือความเสื่อมตามวัย สุนัข สว. สูงวัยทั้งหลาย

ในเรื่องของความผิดปกติที่เกิดจากกรรมพันธุ์ เราจะเจอหลักๆ อยู่ 2 โรค ได้แก่ ข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งเราจะเจอตั้งแต่สุนัขอายุน้อยๆ ไปจนถึงสุนัขเริ่มโต ซึ่งเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม พ่อแม่ปู่ย่าตายายมียีนส์ด้อยนี้อยู่ แต่ก่อนนี้เราเจอโรคนี้ในสุนัขพันธุ์แอลเซเชียน หรือเยอรมันเชพเพิร์ด แต่ปัจจุบันโรคนี้ในสุนัขสายพันธุ์นี้แทบจะไม่มีเลย เพราะสมาคมเขาคุมเข้มทั้งในด้านการประกวดและการเพาะพันธุ์จะต้องมีใบรับรองว่าไม่มีอาการข้อสะโพกเสื่อม แต่ตอนนี้เราจะพบโรคนี้ในพันธุ์ยอดนิยมต่างๆ แม้กระทั่งสุนัขไทยเองก็พบเจอเป็นจำนวนมาก ทีนี้อาการเป็นอย่างไร ก็จะมีการเดินที่ผิดปกติ ที่เคยเจอเร็วที่สุดเลยก็คือสุนัขอายุ 2 – 3 เดือนก็มีอาการแล้ว เป็นลูกสุนัขที่เพิ่งเดินเตาะแตะ แต่ขาผิดรูปทำให้เดินผิดปกติ โรคที่สองที่เจอก็คือ โรคหัวเข่า สะบ้าเคลื่อน สะบ้าหลุด ส่วนใหญ่จะเป็นในกลุ่มพันธุ์เล็กๆ ที่นิยมเลี้ยงกัน ก็ต้องมาทำกายภาพบำบัดกัน แต่ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ ต้องเข้ามาคุยกับหมอก่อนให้เข้าใจว่าจะทำอย่างไรให้เจ้าหมาของเราอยู่กับภาวะนี้ได้อย่างดีที่สุด เพราะเขาจะต้องอยู่กับภาวะเช่นนี้ไปอีกเป็นสิบปี

มาถึงกลุ่มที่สอง กลุ่ม สว. ที่ต้องเจอกับความเสื่อมต่างๆ เหมือนกับคนเราที่เป็นผู้สูงอายุนี่ล่ะครับ สุนัขจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 10 ปี เทียบเป็นคน สุนัขอายุ 10 ปี ก็เหมือนกับคนอายุ 60 – 70 แล้วครับ ก็จะมีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดกระดูก ปวดหัวเข่า คนเป็นอย่างไร สุนัขก็เป็นอย่างนั้นเลย แต่ทีนี้สิ่งที่จะกระตุ้นให้ความเสื่อมของสุนัขเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมก็คือน้ำหนักตัว และการเลี้ยงดู สุนัขบางกลุ่มเราเลี้ยงอยู่ในบ้าน ซึ่งพื้นบ้านของคนไทยเราจะมีความลื่นกันเกือบทุกหลัง จริงๆ แล้วสุนัขเขาต้องยืนด้วยอุ้งเท้าดำๆ ซึ่งจะมีความฝืดอยู่ แต่สำหรับสุนัขพันธุ์ขน เขาก็จะมีขนที่อุ้งเท้าด้วย ก็เหมือนเราใส่ถุงเท้าที่ลื่นอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นเหตุปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดความเสื่อมก่อนวัยได้เร็วมากขึ้น

เพราะฉะนั้น เมื่อสุนัขเข้าสู่วัย สว. หรือมีอายุตั้งแต่ 7 ปีเป็นต้นไป ก็ควรจะมาพบหมอได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนเลี้ยงสุนัขจะพาสุนัขมาหาหมอก็ต่อเมื่อป่วย หรือถึงกำหนดฉีดวัคซีนประจำปี แต่จริงๆ แล้วลองพามาให้หมอตรวจสุขภาพประจำปีดูหน่อยดีไหม เจาะเลือดดูหน่อยดีไหม เอ็กซเรย์ดูหน่อยดีไหม เพราะอย่าลืมนะครับว่า 1 ปีของสุนัข มันเท่ากับ 6 – 7 ปีของคน ดังนั้น ถ้า 1 ปีเราไม่เคยพาสุนัขไปหาหมอเลย ก็เหมือนกับคนเราที่ไม่เคยไปตรวจสุขภาพเลย 6 – 7 ปี ทั้งๆ ที่ร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลงกันตลอดเวลานะครับ

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรก็แล้วแต่ที่เค้ามีความผิดปกติไป ทั้งด้านกายภาพหรือพฤติกรรม

เช่น มีขี้ตา ไม่กินข้าว อยู่ๆ ซึมเศร้าเหงาหงอย ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ให้รีบพามาหาหมอทันที บางคนคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวคงหายเอง แต่จริงๆ แล้วโรคของทั้งคนและสุนัขมีอยู่ 3 แบบนะครับ ประเภทแรก โรคที่หายได้เอง ปวดหัวตัวร้อน ไม่ต้องกินยาก็หายได้เอง ประเภทที่สอง ต้องรักษาถึงจะหาย และประเภทที่สาม ถึงรักษาก็ไม่หาย ดังนั้น เราอย่ารอให้เป็นประเภทที่สองที่สามเลย แค่ประเภทที่หนึ่งก็มาหาหมอเถอะครับ