BACK

เรื่องควรระวัง ไรในหูน้องแมว

หนึ่งในอาการที่ทาสแมวหลายคนเคยพบเจอแล้วตัดสินใจพาน้องแมวมาให้คุณหมอสัตวแพทย์ตรวจอยู่บ่อยๆ

ก็คือการสังเกตพบว่าน้องแมวมีอาการคันหู เกาๆ อยู่ตลอด ซึ่งนำมาสู่ความสงสัยว่า เอ๊ะ น้องแมวของเราเป็นอะไร พอไปลองเปิดใบหูดู ก็มีขี้หูดำๆ เต็มไปหมดเลย ซึ่งเมื่อพามาพบกับคุณหมอแล้ว ก็มักจะพบว่าน้องติดไรในหูมา แต่คำถามและความสงสัยก็ยังไม่หมด เพราะท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านก็คงจะอยากรู้ว่า เจ้าไรในหู (Ear Mites) นั้นคืออะไร ถ้าอย่างนั้น เรามาทำความรู้จักและวิธีป้องกันไรในหูน้องแมวกันนะครับ

ไรในหู หรือ Ear Mite เป็นปรสิตที่อาศัยอยู่บนผิวด้านในช่องหูและบริเวณใกล้เคียง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Otodectes Cynotis พบได้ทั้งในสุนัขและแมว อาศัยไขมันและเศษผิวหนังเป็นอาหาร มีวงจรชีวิตประมาณ 3 สัปดาห์ เป็นตัวไรที่มีขนาดเล็ก แต่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ลักษณะเป็นจุดขาวๆ เคลื่อนไหวได้อยู่บนขี้หู แต่เวลาตรวจจะต้องส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์จึงจะเห็นตัวได้อย่างชัดเจน สามารถติดได้ง่ายผ่านการสัมผัสคลุกคลีกับสัตว์ที่เป็น สัตว์ที่เลี้ยงร่วมกันในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสุนัขกับสุนัข สุนัขกับแมว หรือแมวกับแมว เมื่อเป็นแล้วสามารถจึงแพร่เชื้อให้กันได้

ไรในหู มักพบในช่องหูชั้นนอกของแมว ทำให้มีขี้หูสีน้ำตาลถึงดำ เหนียวๆ ซึ่งจะทำให้แมวมีการคันหู ช่องหูบวมแดง เกาจนหลังหูเป็นแผล หรือสะบัดหัวไปมา ถ้าดูภายในหูจะพบขี้หูที่มีลักษณะเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มเป็นจำนวนมาก รวมทั้งอาจพบน้ำและบางกรณีอาจมีการอักเสบของหูร่วมด้วย ทำให้แมวรู้สึกคันมาก บางรายเป็นรุนแรงเกิดการติดเชื้อไปยังช่องหูชั้นกลางและชั้นใน ทำให้มีอาการทางระบบประสาท เช่น หัวเอียง เดินวน เดินเซ ได้ด้วย

การวินิจฉัยสามารถทำได้ โดยการทำ Ear Swab เป็นการเก็บตัวอย่างจาก External Ear Canal แล้วนำ Cotton Swab มา Smear บนสไลด์ นำไปย้อมสี Diff-Quick หรือ Smear ลงบน Liquid Paraffin หรือ Mineral Oil แล้วนำมาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

การรักษาไรในหู ให้น้องแมวสุขภาพดี

การรักษาสามารถทำได้หลายวิธีและบางครั้งควรจะต้องทำหลายๆ วิธีร่วมกัน ซึ่งการรักษาประกอบไปด้วย

1. ฉีดยา Ivermectin 300 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง 2 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน แต่การรักษาด้วยวิธีนี้ในปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมนัก เนื่องจากแมวอาจมีอาการเป็นพิษจากยาที่ใช้ได้ง่าย

2. หยอดหลังด้วยยาหยดที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไรในหู เช่น Selamectin (Revolution®) หยอด 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 14 วัน หรือหยอดหลังด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ Moxidectin และImidacloprid (Advocate®) หยอด 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 14 วัน

3. การล้างทำความสะอาดช่องหู ด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดช่องหู

4. การหยอดยาหยอดหูที่มีตัวยาที่สามารถฆ่าตัวไรได้ เช่น Thiabendazole (Dexoryl®)

5. การรักษาบรรเทาตามอาการต่างๆ เช่น ยาลดคัน, ยาปฏิชีวนะในรายที่มีการติดเชื้อในช่องหูแทรกซ้อน, การใส่ Collar ป้องกันการเกา

หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์นะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อน้องแมวของเรามีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ก็ควรพาน้องไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษา เพื่อสุขภาพที่ดีของน้องเหมียวกันนะครับ

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก น.สพ.จักกาย ภัทรปัญญากุล

โรงพยาบาลสัตว์แมวหมาอารมณ์ดี

89/23 ถ.ราษฎรยินดี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

โทร 097 159 5036