BACK

8,000 กม. พิสูจน์มิตรภาพต่างสายพันธุ์

“ผมรักมันเหมือนลูกชายคนนึง และผมเชื่อว่ามันก็รักผมเหมือนกัน

ตอนมันเจอผม มันจะกระดิกหางและส่งเสียงด้วยความดีใจ” Joao Pereira de Souza ชายชาวประมงวัย 71 ปี พูดถึงเพื่อนต่างสายพันธุ์ของเขา ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ถ้าเจ้าสิ่งมีชีวิตเขาพูดถึงนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงทั่วไป เช่น น้องหมาหรือแมวเหมียวตัวโปรดของใครๆ ทว่าเพื่อนต่างสายพันธุ์ของเขาตัวนี้เป็นสัตว์ที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในดินแดนน้ำแข็งทางขั้วโลกใต้ มีศักดิ์และศรีเป็นนกชนิดหนึ่ง แต่กลับเชี่ยวชาญเรื่องว่ายน้ำดำน้ำมากกว่ากางปีกโบยบิน ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง “เพนกวิน” นั่นเอง

เป็นที่รู้กันดีว่า เพนกวิน เป็นหนึ่งในสัตว์โลกไม่กี่ชนิดที่มีความรักแบบ “ผัวเดียวเมียเดียว” โดยตลอดชีวิตเพนกวินจะสืบพันธุ์กับเพศตรงข้ามเพียงตัวเดียวเท่านั้น เมื่อถึงฤดูหาคู่ เพนกวินเพศผู้จะพยายามหาก้อนหินที่สวยงามและเกลี้ยงเกลาที่สุดจากก้อนหินนับล้านบนชายหาด เพื่อนำมามอบให้กับเพนกวินเพศเมียที่มันหมายปอง และถ้าเพนกวินสาวมีใจให้ มันก็จะรับก้อนหินนั้นไปเก็บที่รัง เป็นการประกาศว่าทั้งสองจะครองรักกันไปจนตลอดชีวิต แค่นี้ก็น่าประทับใจแล้วใช่ไหม แต่หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เอ็นดูสิ่งมีชีวิตรูปร่างน่ากอด กับท่าทางต้วมเตี้ยมนี้อยู่แล้ว เชื่อว่าเรื่องราวของ Joao Pereira de Souza และเพนกวินที่เขาตั้งชื่อให้มันว่า “Dindim” จะยิ่งทำให้คุณหลงรักมันมากขึ้น

มิตรภาพระหว่างสิ่งมีชีวิตสองสายพันธุ์บนชายฝั่งพาทาโกเนียของอาร์เจนติน่าและชิลี

ซึ่งอยู่ห่างกันถึง 8,000 กิโลเมตร เริ่มต้นขึ้นในปี 2011 หลังจาก Joao Pereira de Souza พบกับ Dindim เพนกวินเพศผู้สายพันธุ์มาเจลลันอเมริกาใต้ บนหาดแห่งหนึ่งของเกาะนอกชายฝั่ง ริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล ในสภาพหิวโหยและร่างกายก็เปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน แม้สภาพของเพนกวินเคราะห์ร้ายในวันนั้นไม่น่าจะมีชีวิตรอด แต่ชายแก่ชาวประมงก็ไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น

เขาพามันกลับมาที่บ้านของเขาบนชายหาด และใช้เวลากว่าหนึ่งสัปดาห์คอยอาบน้ำให้มัน เพื่อทำความสะอาดขนที่หยาบกร้านจากคราบน้ำมันที่เคลือบแทบจะทุกอณูบนร่างกาย รวมทั้งให้อาหารมันด้วยปลาทุกวัน จนเจ้า Dindim กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และเขาก็พามันไปที่ชายหาดเพื่อจะปล่อยมันคืนสู่ธรรมชาติ แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อมันไม่ยอมไปสักที แถมยังอยู่กับเขานานถึง 11 เดือน จนกระทั่งมันผลัดขนอีกครั้ง ถึงยอมกลับสู่ท้องทะเลแต่โดยดี

นั่นควรเป็นการจากลาของ Joao Pereira de Souza และ Dindim เหมือนอย่างที่ใครๆ ต่างก็พูดกับเขาว่า “มันไม่กลับมาหรอก” แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อทุกๆ ปีพวกเขาพบว่า เพนกวินตัวเดิมจะข้ามน้ำข้ามทะเล ด้วยระยะทางกว่า 8,000 กิโลเมตร เพื่อกลับมาหามนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตมัน การมาเยือนของ Dindim แต่ละครั้งจะตรงกับช่วงเดือนมิถุนายน และใช้เวลาอยู่กับ Joao Pereira de Souza นานถึง 8 เดือน ก่อนออกเดินทางไกลอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ “ทุกปีที่กลับมามันจะดูมีความสุขมากขึ้นทุกครั้งที่ได้เจอผม” ชายแก่ชาวประมงพูดถึงความรู้สึกที่สัมผัสได้จาก Dindim ทุกครั้งที่ทั้งสองได้กลับมาเจอกัน ซึ่งเราเชื่อว่าเขาเองก็คงรู้สึกไม่ต่างไปจากมัน

ด้วยความน่ารักปนน่าประหลาดใจ ทำให้เรื่องราวของ Joao Pereira de Souza และ Dindim ได้รับความสนใจอย่างมาก ศาสตราจารย์ Joao Paulo Krajewski นักชีววิทยา ผู้มีโอกาสได้พูดคุยกับ Joao Pereira de Souza กล่าวว่า “ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน ผมว่าเพนกวินคงคิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และคิดว่าเขาเป็นเพนกวินเหมือนกันกับมัน”

เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก การครอบครองสัตว์ป่าในบราซิลถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่เรื่องนี้ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ โดยเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ Dindim อยู่กับ Joao Pereira de Souza ได้เพราะความเมตตาของเขา (ต่อให้ห้ามมันก็คงไม่ฟัง) และที่สำคัญความสัมพันธ์ระหว่าง Joao Pereira de Souza กับ Dindim ก็ดูเหมือนเป็นเพื่อนต่างสายพันธุ์มากกว่าเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง

ความจงรักดิ์ภักดีของเพนกวินที่ได้กล่าวไปในตอนต้นนั้น ดูเหมือนจะไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างเพนกวินด้วยกันเองเท่านั้น แต่พวกมันยังพร้อมจะซื่อสัตย์กับมนุษย์ และอาจจะรวมถึงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่มอบความรักและเมตตาให้กับพวกมัน แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่สำหรับคนรักสัตว์หรือผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักอยู่ใกล้ตัว เรื่องนี้คงไม่ยากเกินไปที่จะเข้าใจ เพราะถ้าคุณแสดงความรักกับพวกเขา เชื่อเถอะว่าพวกเขาสามารถสัมผัสมันได้และพร้อมจะมอบความซื่อสัตย์ให้กับคุณไปตลอดชีวิต ซึ่งการเดินทางไกลกว่า 8,000 ในทุกปีของ Dindim ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พิสูจน์ได้เป็นอย่างดี

recommended articles

5 วิธีทำให้แมวรักแมวหลง

ทาสแมวหลายๆคนคงเคยประสบปัญหา น้องแมวไม่รัก ไม่อ้อน ไม่สนใจกันใช่หรือไม่

“เก้า สุภัสสรา” ขอเม้าท์ลูกๆตัวป่วน

“เราเล่นกับเค้ามันก็ทำให้เราลืมความทุกข์ใจ พอกลับมาบ้านมันก็ทำให้เรามีเอนเนอร์จี้ต่อในการทำให้มีชีวิต่อได้”